ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001 ถือเป็นมาตรฐานสากลที่มีองค์กรทั่วโลกนำไปใช้มากที่สุด นับตั้งแต่ฉบับปี 2015 เป็นต้นมา องค์กรไทยจำนวนมากได้วางรากฐานกระบวนการทำงานบนหลักการของมาตรฐานนี้ และในเดือนกันยายน 2569 องค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน (ISO) ได้เผยแพร่ฉบับปรับปรุงใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ผู้บริหารคุณภาพทุกท่านควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ลักษณะของการปรับปรุงฉบับนี้

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกคือ การปรับปรุงครั้งนี้เป็นลักษณะ "วิวัฒนาการ" มากกว่า "การปฏิวัติ" โครงสร้างระดับสูง (High Level Structure) ตามภาคผนวก SL ยังคงเดิม ข้อกำหนดหลักทั้ง 10 หมวดไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่มีการทบทวนถ้อยคำให้ชัดเจนและสอดคล้องกันมากขึ้น พร้อมทั้งให้น้ำหนักกับประเด็นร่วมสมัยที่ระบบบริหารคุณภาพยุคใหม่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ วัฒนธรรมคุณภาพขององค์กร (Quality Culture) จริยธรรมและพฤติกรรมในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบูรณาการเข้ากับกระบวนการ

ระยะเวลาปรับเปลี่ยนและผลกระทบต่อใบรับรอง

องค์กรที่ได้รับการรับรองตามฉบับ 2015 อยู่แล้วจะมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 3 ปี นับจากวันประกาศใช้ กล่าวคือใบรับรองฉบับเดิมจะหมดอายุความสมบูรณ์ไม่เกินเดือนกันยายน 2572 ในระหว่างนี้หน่วยรับรอง (Certification Body) จะทยอยปรับเกณฑ์การตรวจประเมินให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ องค์กรจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเปลี่ยนผ่านในทันที แต่ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้การตรวจติดตามผล (Surveillance Audit) ครั้งถัดไปสอดรับกับทิศทางใหม่

แนวทางเตรียมความพร้อมสำหรับองค์กร

ในฐานะที่ปรึกษาด้านระบบบริหารคุณภาพ เราแนะนำให้องค์กรเริ่มต้นด้วยการทบทวนเอกสารนโยบายคุณภาพและวัตถุประสงค์คุณภาพว่าครอบคลุมมิติด้านจริยธรรมและวัฒนธรรมองค์กรหรือไม่ จากนั้นจึงประเมินช่องว่าง (Gap Analysis) ระหว่างกระบวนการปัจจุบันกับถ้อยคำที่ปรับปรุงใหม่ และวางแผนการอบรมผู้ตรวจประเมินภายในให้เข้าใจเจตนารมณ์ของมาตรฐานฉบับใหม่อย่างถูกต้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ